กีฬาทางน้ำ ฟลายบอร์ด เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงาน

Browse By

กีฬาทางน้ำ ฟลายบอร์ด (Flyboard) เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงาน ฟังตอนแรกอาจดูเวอร์ไปหน่อย แค่ลอยตัวเหนือผิวน้ำกลางทะเลจะไปเกี่ยวอะไรกับเป้าหมายในชีวิต การทำงาน หรือความคิดเรื่องอนาคตของเราได้ยังไง แต่พอได้ลองขึ้นบอร์ดจริง ๆ สักครั้ง จะเริ่มรู้สึกว่าทุกจังหวะการทรงตัว ทุกครั้งที่ล้มลงน้ำ และทุกวินาทีที่ตัดสินใจให้ตัวเองลอยสูงขึ้น ล้วนมี “บทเรียน” บางอย่างซ่อนอยู่แบบเงียบ ๆ จนเราเอากลับไปใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานได้จริง แถมยังเข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคนี้ที่กลางวันลุยทะเล กลางคืนสลับมาใช้สมองลุยหน้าจอผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่คุ้นเคยซึ่งกดเข้าได้ง่าย ๆ ผ่าน ทางเข้า UFABET ล่าสุด อีกด้วย


จากฟลายบอร์ดสู่ชีวิตจริง: ทำไม “แค่ลองขึ้นบอร์ด” ถึงไม่ใช่เรื่องเล่น ๆ

ถ้าเล่าแบบง่ายที่สุด กีฬาทางน้ำฟลายบอร์ดคือการยืนบนบอร์ดที่ถูกแรงดันน้ำจากเจ็ตสกียกตัวขึ้นไปเหนือผิวน้ำ เราต้องบาลานซ์ตัวเอง ใช้ทั้งกล้ามเนื้อและสมาธิไปพร้อมกัน ฟังดูเหมือนเป็นกิจกรรมเอ็กซ์ตรีมสนุก ๆ ในวันหยุด แต่ในเชิงลึกมันกำลังสอนเราเรื่อง

  • การก้าวออกจาก Comfort Zone
  • การค่อย ๆ เก่งขึ้นทีละนิดโดยไม่ต้องรีบ
  • การยอมรับว่าการล้มเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้
  • การฟังและเชื่อใจคนที่มีประสบการณ์มากกว่า
  • การบาลานซ์ระหว่าง “กล้าเสี่ยง” กับ “รู้ลิมิตตัวเอง”

พอเราเอาภาพเหล่านี้ไปทาบกับชีวิตจริง ทั้งเรื่องงาน ความสัมพันธ์ และการพัฒนาตัวเอง มันเลยกลายเป็น “คอร์สเรียนกลางทะเล” ที่เนื้อหาจริงกว่าทฤษฎีในหนังสือหลายเล่มด้วยซ้ำ


ก้าวแรกบนบอร์ด = ก้าวแรกของการยอมรับ “ความไม่แน่นอน”

ตอนที่เรายืนอยู่บนพื้นทรายริมทะเล ทุกอย่างดูมั่นคง เหยียบตรงไหนก็รู้สึกว่าพื้นรับน้ำหนักได้เต็มที่ แต่พอใส่รองเท้าบูท ขึ้นไปยืนบนบอร์ด แล้วให้แรงดันน้ำค่อย ๆ ดันตัวเองขึ้นจากพื้นน้ำ โลกทั้งใบจะเริ่ม “ไม่นิ่ง” ทันที

นี่แหละคือสภาพเดียวกับเวลาที่เราตัดสินใจเปลี่ยนงาน เริ่มโปรเจกต์ใหม่ หรือทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต

  • เราไม่รู้ว่าตัวเองจะ “ยืนอยู่ได้” นานแค่ไหน
  • ไม่รู้ว่าจะล้มลงมาตอนไหน
  • ไม่รู้ว่าต้องใช้เวลากี่รอบกว่าจะเริ่ม “จับทางได้”

เสียงในหัวที่ตะโกนว่า “อย่าขึ้นเลย เดี๋ยวล้ม!” คือเสียงเดียวกับตอนที่เราจะเริ่มธุรกิจเล็ก ๆ ของตัวเอง หรือจะสมัครงานสายใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคย แต่การขึ้นบอร์ดครั้งแรกก็พิสูจน์ให้เห็นว่าความไม่แน่นอนไม่ได้แปลว่า “แย่” เสมอไป มันคือพื้นที่ให้เราเรียนรู้ตัวเองในเวอร์ชันที่ต่างออกไปต่างหาก


ตารางเปรียบเทียบบทเรียนจากฟลายบอร์ดกับชีวิตการทำงาน

เพื่อให้เห็นภาพชัด ๆ ว่ากีฬาทางน้ำฟลายบอร์ด (Flyboard) เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงานยังไง ลองดูตารางนี้ไปพร้อม ๆ กัน

สถานการณ์บนฟลายบอร์ดสิ่งที่รู้สึกตอนเล่นบทเรียนที่เอาไปใช้กับงาน/ชีวิตจริง
ขึ้นบอร์ดครั้งแรกกลัว ลังเล ไม่มั่นใจทุกการเริ่มต้นต้องมีความกลัว แต่กล้าทำ = ผ่านด่านแรกแล้ว
ลอยตัวได้ไม่กี่วินาทีแล้วล้มลงน้ำหงุดหงิด นิด ๆ แต่ก็หัวเราะได้ความผิดพลาดคือส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ ไม่มีใครเก่งตั้งแต่วันแรก
ครูฝึกบอกให้ปรับท่ายืน ปรับบาลานซ์แอบคิดว่าตัวเองทำถูกแล้วแต่จริง ๆ ยังไม่ใช่ฟีดแบ็กจากคนมีประสบการณ์ช่วยให้เราพัฒนาเร็วขึ้น ถ้าเปิดใจรับ
กล้าขอเพิ่มความสูงขึ้นทีละนิดตื่นเต้นแต่ก็อยากลองการขยับออกจากโซนปลอดภัยทีละนิด ทำให้เราเติบโตแบบไม่พังตัวเอง
เหนื่อย ล้า ต้องขอพักก่อนเล่นต่อยอมรับว่าร่างกายไม่ไหวจริง ๆรู้จักพักเป็นก็สำคัญไม่แพ้การฮึดสู้ ชีวิตไม่ได้มีแต่โหมดเร่งสปีด
ขึ้นจากน้ำแล้วมองกลับไปที่ทะเลและเครื่องรู้สึกภูมิใจที่ลองทำและรอดมาเรามักภูมิใจในสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า “เราคงทำไม่ได้หรอก”

พออ่านแล้วจะเห็นว่า ฟลายบอร์ดไม่ได้ต่างจากงานชิ้นยาก ๆ หรือโปรเจกต์ใหญ่ ๆ ในชีวิตเราเลย แค่เปลี่ยนฉากจากหน้าคอมมาเป็นผิวน้ำกลางทะเลเท่านั้นเอง


ครูฝึกฟลายบอร์ด = เมนเทอร์ในชีวิตและการทำงาน

บนสังเวียนน้ำ เรามีครูฝึกที่คอยบอกว่า

  • ควรยืนยังไง
  • ควรเกร็งส่วนไหน ผ่อนส่วนไหน
  • จังหวะไหนควรหยุด จังหวะไหนควรลองเพิ่ม

ในโลกการทำงานและชีวิตส่วนตัว เมนเทอร์หรือคนที่ผ่านประสบการณ์มาก่อนก็มีบทบาทเดียวกัน พอย้อนมอง เราจะเริ่มเข้าใจสิ่งเหล่านี้ชัดขึ้น

  • ฟีดแบ็กที่ฟังแล้วแอบจุก = จังหวะที่ครูฝึกตะโกนบอกว่า “อย่าเกร็งเข่า!”
  • การถูกบอกให้ถอยหนึ่งก้าวเพราะยังไม่พร้อม = การไม่ให้ขึ้นสูงเกินไป เพื่อป้องกันอันตรายที่เราไม่เห็นเอง
  • เด็กใหม่ที่คิดว่า “ฉันรู้แล้ว” ทั้งที่ยังไม่เคยลงสนามจริง = คนที่ยังไม่ได้ขึ้นบอร์ดแต่มั่นใจจากการดูคลิปในเน็ต

ยิ่งเราเรียนรู้จากบทบาทครูฝึกบนทะเลได้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งเข้าใจบทบาทของหัวหน้า เพื่อนร่วมทีม หรือรุ่นพี่ในที่ทำงานได้มากขึ้นเท่านั้น


การล้มลงน้ำแบบไม่เจ็บ = ศิลปะของการล้มอย่างปลอดภัยในชีวิต

หนึ่งในสิ่งที่ครูฝึกฟลายบอร์ดจะสอนเสมอคือ

ถ้าจะล้ม ให้ล้มยังไงไม่ให้เจ็บ

บนผิวน้ำ การล้มผิดท่าอาจทำให้จุก น้ำเข้าจมูก หรือกระแทกร่างกับน้ำแรงเกินไป ทั้งที่ถ้าผ่อนตัว ปล่อยให้ร่างไถลลงไปในน้ำอย่างถูกจังหวะ จะกลายเป็นล้มแบบ “สวย ๆ” ที่หัวเราะกับเพื่อนต่อได้

ในชีวิตจริงก็เหมือนกัน

  • ล้มจากโปรเจกต์ที่ไม่เวิร์ก
  • ล้มจากการลงทุนที่คิดว่าชัวร์แต่กลายเป็นไม่ใช่
  • ล้มจากความสัมพันธ์ที่ไปต่อไม่ได้

ถ้าเรารู้จัก “ล้มให้เป็น” เช่น ไม่เททรัพยากรทั้งหมดในครั้งเดียว ไม่เล่นใหญ่เกินกว่าที่รับไหว และเตรียมแผนสำรองไว้เสมอ เราจะล้มแบบไม่ถึงขั้นเจ็บสาหัส พอมีแรงลุกขึ้นมาเริ่มใหม่ได้อย่างสวย ๆ


ความกล้าแบบมีสติ: ไม่ใช่สุดโต่ง แต่คือรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่

ฟลายบอร์ดไม่ได้เหมาะกับคนห่าม แต่เหมาะกับคนที่ “กล้าพอและมีสติพอ”

  • กล้าพอจะขึ้นบอร์ด
  • มีสติพอจะฟังครูฝึก
  • กล้าขอเพิ่มระดับความสูง
  • มีสติพอจะบอกว่าตัวเองเริ่มล้าแล้วควรพัก

ในชีวิตการทำงาน ทัศนคติแบบนี้สำคัญมาก เราต้องกล้าขอรับผิดชอบงานที่ท้าทายขึ้น กล้าลองเสนอไอเดียใหม่ ๆ หรือกล้าปรับเส้นทางอาชีพเมื่อรู้ว่าทางเดิมไม่ใช่ แต่ต้องมีสติพอที่จะ

  • ไม่ทุ่มทุกอย่างจนสุขภาพเจ๊ง
  • ไม่ฝืนทำคนเดียวทุกเรื่องจนทีมรับไม่ไหว
  • ไม่เชื่อว่าตัวเอง “เก่งพอทำได้ทุกอย่าง” จนไม่ฟังใครเลย

กีฬาทางน้ำฟลายบอร์ด (Flyboard) เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงานได้ เพราะมันทำให้เราเห็นภาพ “กล้าแบบไม่หลุดโลก” แบบชัด ๆ ในไม่กี่นาทีที่อยู่บนบอร์ด


ฟลายบอร์ดกับการจัดการความกลัวที่เราไม่เคยรู้ว่าตัวเองมี

หลายคนมารู้เอาหน้างานว่า

  • ตัวเองกลัวความสูงมากกว่าที่คิด
  • กลัวจังหวะที่ตัวจะตกลงน้ำแบบไม่รู้ว่าลงยังไง
  • กลัวความรู้สึก “ควบคุมอะไรไม่ได้เลย” ตอนอยู่กลางอากาศ

แต่พอเล่นไปสักพัก ความกลัวเหล่านี้เริ่มแปรสภาพเป็น

  • ความเคยชิน
  • ความท้าทาย (อยากลองสูงกว่านี้นิดนึง)
  • ความภูมิใจเวลาเล่าให้คนอื่นฟังว่า “ตอนแรกเรากลัวขนาดไหน”

ภาพเดียวกันนี้เกิดขึ้นในชีวิตเราแทบทุกเรื่อง ตั้งแต่การพรีเซนต์งานต่อหน้าคนเยอะ ๆ การเริ่มธุรกิจตัวเอง หรือแม้แต่การคุยเรื่องอนาคตกับคนที่เรารัก ฟลายบอร์ดเลยเหมือนสนามฝึกเล็ก ๆ ที่ให้เราลองจัดการ “แพทเทิร์นความกลัว” ของตัวเองในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและมีคนดูแล


ฟลายบอร์ดกับทีมเวิร์ก: แม้จะยืนคนเดียว แต่ไม่มีคำว่า “เล่นคนเดียวจริง ๆ”

แม้ภาพที่เห็นคือเรายืนคนเดียวบนบอร์ด แต่เบื้องหลังมีทั้ง

  • คนคุมเจ็ตสกี
  • ครูฝึกที่คอยมองท่าทางเรา
  • ทีมงานที่ช่วยเตรียมอุปกรณ์
  • เพื่อน ๆ ที่อยู่บนเรือคอยเชียร์และถ่ายคลิปให้

ทั้งหมดนี้คือ “ทีม” ที่ทำให้เราได้มีโมเมนต์ลอยอยู่เหนือผิวน้ำแบบเท่ ๆ สัก 10–20 วินาที ในชีวิตการทำงานก็เหมือนกัน เราอาจเป็นคนที่อยู่บนเวที พรีเซนต์งาน หรือรับรางวัล แต่เบื้องหลังคือทีมที่ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ ช่วยกันประคองในวันที่อยากจะถอดใจ

การเล่นฟลายบอร์ดเลยช่วยเตือนแบบนุ่ม ๆ ว่า “ไม่มีความสำเร็จไหนที่เกิดจากเราคนเดียวจริง ๆ”


ไลฟ์สไตล์ Two Worlds: กลางวันลอยน้ำ กลางคืนลุยหน้าจอ

คนยุคนี้ไม่จำเป็นต้องเลือกว่าจะเป็นสายเอ็กซ์ตรีม หรือสายเกม/สายลุ้นอย่างใดอย่างหนึ่ง เราสามารถเป็นทั้งสองอย่างได้ในคนเดียว

  • กลางวัน: ใช้ร่างกายไปกับคลื่น ลม และแรงดันน้ำบนบอร์ดฟลายบอร์ด
  • กลางคืน: ใช้สมองและสัญชาตญาณตัดสินใจในโลกดิจิทัล ไม่ว่าจะเป็นการดูเกม ดูกีฬา หรือสนุกกับเพื่อน ๆ ในห้องรวมออนไลน์

บางคนถึงขั้นวางแพลนทริปให้ชัดเลยว่า เช้าเล่นกีฬาทางน้ำ บ่ายเดินเล่นคาเฟ่ เย็นกินข้าวกับแก๊ง กลางคืนกลับห้องแล้วเปิดโหมดสนุกต่อในโลกออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มที่สมัครไว้เรียบร้อย เช่นจัดการเปิดบัญชีง่าย ๆ ไว้ผ่าน สมัคร UFABET เพื่อเติมอีกมิติของความมันเข้าไปในวันเดียวกัน

การบาลานซ์แบบนี้ทำให้เรารู้สึกว่า “ชีวิตไม่ได้มีแค่การทำงานกับการพักในห้อง” แต่มีทั้งโลกจริงที่ได้ใช้แรง และโลกดิจิทัลที่ได้ใช้สมองและความสนุกไปพร้อมกัน


ฟลายบอร์ดกับการตั้งเป้าหมายแบบ “ทีละสเต็ป”

บนบอร์ด ถ้าตั้งเป้าว่า “ต้องหมุนตัวได้ภายใน 5 นาทีแรก” มีโอกาสสูงมากที่เราจะทั้งล้มบ่อย หงุดหงิด และเริ่มโทษตัวเองว่าไม่เก่งพอ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดเป็น

  • เป้าแรก: ยืนให้ได้ 5–10 วินาที
  • เป้าสอง: ลอยต่ำ ๆ ไปรอบสั้น ๆ โดยไม่ล้ม
  • เป้าสาม: ลองปรับความสูงเพิ่มทีละนิด

ในชีวิตจริง การวางเป้าหมายแบบแบ่งย่อย (Small Steps) ก็ช่วยให้เราก้าวไปข้างหน้าได้เรื่อย ๆ โดยไม่หมดแรงหรือหมดใจก่อนถึงปลายทาง การเลื่อนขั้นในงาน การเก็บเงินก้อนใหญ่ หรือการเปลี่ยนสายอาชีพ ก็เป็นเรื่องเดียวกัน


ฟลายบอร์ดในฐานะ “พื้นที่ปลอดดราม่า” ให้หัวใจได้หายใจเต็มปอด

เวลายืนอยู่บนบอร์ดกลางทะเล เราแทบไม่เหลือที่ว่างในหัวให้คิดเรื่อง

  • แชตที่ยังไม่ได้ตอบ
  • เมลที่ยังไม่ได้เคลียร์
  • ดราม่าในโซเชียลที่กำลังเป็นกระแส

เพราะสมองกำลังยุ่งอยู่กับการบาลานซ์ตัวเองอย่างเต็มที่ จังหวะหายใจจึงกลายเป็นจังหวะของ “การอยู่กับปัจจุบัน” แบบจริง ๆ เป็น Mindfulness เวอร์ชันที่มีฟองน้ำกระเซ็นและแดดอุ่น ๆ แทนเสียงฉิ่งฉับในห้องโยคะ

พอเรากลับขึ้นเรือ นั่งมองคลื่น มองฟ้า แล้วค่อยเปิดมือถือขึ้นมาอีกที ทุกอย่างที่เคยดูเป็นเรื่องใหญ่ อาจจะเล็กลงกว่าที่คิดตั้งแต่แรกก็ได้


FAQ: ถาม–ตอบแบบคนอยากให้ฟลายบอร์ดเปลี่ยนชีวิตได้จริง

ฟลายบอร์ดจะช่วยเปลี่ยนมุมมองชีวิตได้จริงเหรอ หรือแค่สนุกชั่วคราว?
ขึ้นอยู่กับมุมมองของเราเอง ถ้ามองว่าเป็นแค่กิจกรรมเที่ยว ก็จะได้ความสนุกชั่วคราว แต่ถ้าลองตั้งใจสังเกตความคิด ความกลัว ความภูมิใจ และบทสนทนากับตัวเองระหว่างเล่น เราจะเก็บบทเรียนเล็ก ๆ หลายอย่างกลับไปใช้ในชีวิตจริงได้

ถ้ากลัวความสูงมาก ฟลายบอร์ดยังเหมาะไหม?
เหมาะในฐานะ “สนามฝึกใจระดับเบื้องต้น” ได้ดีเลย เพราะเราสามารถขอให้ครูฝึกเริ่มจากความสูงใกล้ผิวน้ำก่อน แล้วค่อย ๆ เพิ่มตามความพร้อมของตัวเอง จะได้เรียนรู้ว่าความกลัวบางอย่างพอค่อย ๆ เจอก็เล็กลงได้เหมือนกัน

บทเรียนเรื่องทีมเวิร์กบนฟลายบอร์ดสำคัญยังไง?
เพราะต่อให้เรายืนอยู่คนเดียวบนบอร์ด แต่เบื้องหลังคือทีมงาน ครูฝึก คนคุมเจ็ตสกี และเพื่อนที่เชียร์อยู่บนเรือ เหมือนกับเวลาที่เราขึ้นไปพรีเซนต์งานคนเดียวบนเวที แต่จริง ๆ มีทั้งทีมที่ช่วยกันสร้างผลงานอยู่ข้างหลัง การตระหนักถึงตรงนี้ทำให้เราเคารพและเห็นค่าคนรอบตัวมากขึ้น

เล่นฟลายบอร์ดครั้งเดียว พอจะเอาบทเรียนไปใช้กับงานได้ไหม?
ได้ ถ้าเราเปิดใจมองมันในฐานะ “ห้องเรียนกลางทะเล” ลองถามตัวเองหลังเล่นเสร็จว่า ตอนที่กลัวเราคิดอะไร ตอนที่ล้มแล้วลุกขึ้นใหม่เรารู้สึกยังไง แล้วเอาคำตอบเหล่านั้นไปเทียบกับสถานการณ์ในงาน เช่น เวลางานพัง หรือโปรเจกต์เลื่อน เราจะเริ่มเห็นความเชื่อมโยงเอง

ฟลายบอร์ดเหมาะกับคนทำอาชีพแบบไหนที่สุด?
จริง ๆ เหมาะกับทุกอาชีพที่ต้องเจอความไม่แน่นอน เจอความกดดัน และต้องตัดสินใจภายใต้เงื่อนไขที่ไม่ได้สมบูรณ์แบบ ซึ่งก็แทบจะทุกอาชีพในยุคนี้นั่นแหละ ตั้งแต่พนักงานออฟฟิศ ฟรีแลนซ์ เจ้าของกิจการ ไปจนถึงครีเอเตอร์ออนไลน์

จะรู้ได้ยังไงว่าตัวเอง “พร้อม” สำหรับฟลายบอร์ด?
ถ้าสุขภาพโดยรวมโอเค ว่ายน้ำพื้นฐานได้ ไม่ได้มีโรคที่แพทย์ห้ามเล่นกีฬาเอ็กซ์ตรีม และในใจมีความคิดแบบ “กลัวนะ แต่ก็อยากลองดูสักครั้ง” แค่นี้ก็ถือว่าเข้าเงื่อนไขเบื้องต้นของความพร้อมแล้ว ที่เหลือคือการเลือกผู้ให้บริการที่ปลอดภัยและมีครูฝึกดูแลใกล้ชิด

คนที่ไลฟ์สไตล์เป็นสายเกม/สายลุ้นจะได้อะไรพิเศษจากฟลายบอร์ดบ้าง?
ได้ฝึก “สกิลในโลกจริง” ที่คล้ายกับเวลาตัดสินใจในเกมหรือเวลาลุ้นกีฬา เช่น การอ่านสถานการณ์ การคุมอารมณ์ และการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรเสี่ยง เมื่อไหร่ควรถอย แถมยังเล่าเรื่องทริปให้คนดูอินได้ง่ายด้วยว่า กลางวันเราใช้ร่างกายลุยฟลายบอร์ด กลางคืนเรากลับมาลุยหน้าจอ สนุกกับเกม กีฬา หรือกิจกรรมมัน ๆ บนแพลตฟอร์มที่คุ้นอย่าง ยูฟ่าเบท ทำให้ชีวิตดูครบทั้งสองโลกมากขึ้น


ชวนออกแบบ “วันหนึ่งในชีวิต” ที่มีทั้งคลื่น น้ำ แสงจอ และรอยยิ้ม

ลองจินตนาการวันหนึ่งที่เราตื่นเช้าในห้องพักใกล้ทะเล แดดอ่อน ๆ สาดเข้ามาทางหน้าต่าง เราออกไปที่หาด ใส่อุปกรณ์ ขึ้นบอร์ด แล้วค่อย ๆ ลอยตัวเหนือผิวน้ำ กีฬาทางน้ำฟลายบอร์ด (Flyboard) เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงานให้เราทีละนิดผ่านทุกจังหวะที่ต้องตัดสินใจว่าจะยืนต่อ หรือลงน้ำพักก่อน ดีดตัวขึ้นสูงอีกนิด หรือรักษาระดับเดิมเอาไว้

พอจบช่วงเวลาแอดเวนเจอร์ เรากลับเข้าห้อง อาบน้ำ เปลี่ยนชุด นั่งดูคลิปที่เพื่อนถ่ายให้ หัวเราะกับช็อตล้ม ช็อตเกือบตก และช็อตที่ยืนได้อย่างสวยงาม ก่อนจะเปลี่ยนมาเปิดหน้าจอ ดูบอล ดูเกม หรือสนุกกับคอมมูนิตี้ออนไลน์ที่เราชอบ ใช้ชีวิตอีกด้านหนึ่งที่ไม่ได้มีคลื่นทะเลแต่มีคลื่นอารมณ์และความลุ้นแทน

ในท้ายที่สุด เราอาจไม่ได้ต้องการคำตอบว่า “ฟลายบอร์ดทำให้ชีวิตเราพลิกขนาดไหน” เท่ากับคำถามว่า

วันนี้เรายอมให้ตัวเองได้ลองอะไรใหม่ ๆ บ้างหรือยัง?

ถ้าคำตอบคือ “ใช่ เรากล้าขึ้นบอร์ดแล้วนะ เรากล้าลองทั้งบนคลื่นและในชีวิตจริง” นั่นก็เพียงพอแล้วที่กีฬาทางน้ำฟลายบอร์ด (Flyboard) เปลี่ยนมุมมองชีวิตและการทำงานของเราไปแบบเงียบ ๆ แต่ลึกมาก และจะกลายเป็นหนึ่งในความทรงจำที่ทำให้เรายิ้มออกได้ทุกครั้งที่คิดถึง ไม่ว่าจะอยู่ที่ทะเลหรือแค่กำลังนั่งจ้องหน้าจออยู่ที่บ้านก็ตาม 💙🌊✨