ถ้าเราพูดถึง “ความเป็นมากีฬาตะกร้อ” หลายคนจะนึกถึงลูกหวายลอยกลางอากาศ ท่ากระโดดฟาดเท้าเหนือศีรษะ และเสียงเฮดังสนั่นในโรงยิมเล็ก ๆ ตามอำเภอต่างจังหวัด ก่อนที่กีฬานี้จะกลายเป็นเกมระดับชาติและเวทีนานาชาติ ความเป็นมากีฬาตะกร้อเต็มไปด้วยเรื่องเล่าจากชุมชน งานวัด ไปจนถึงการประชุมระดับประเทศเพื่อสร้างกติกามาตรฐานของตัวเอง
ในยุคที่กีฬาไม่ได้อยู่แค่ในสนาม แต่โยงไปถึงโลกออนไลน์ การเชียร์บอล เชียร์ตะกร้อ หรือกีฬาประเภทอื่น ๆ ก็กลายเป็นไลฟ์สไตล์ หลายคนดูแมตช์ตะกร้อไปพร้อมกับตามข่าวฟุตบอล หรือแม้แต่สนุกกับการเล่นบอลชุดผ่านเว็บอย่าง ทางเข้า UFABET ล่าสุด เพื่อเพิ่มสีสันให้การเชียร์กีฬา (แต่แน่นอนว่าต้องอยู่บนพื้นฐานของสติและการบริหารเงินที่ดีเสมอ)
บทความนี้เราจะพาย้อนไปดูตั้งแต่จุดเริ่มต้นของลูกหวายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปลี่ยนจากการ “เตะเล่น” ในลานบ้านสู่ “กีฬาตะกร้อ” ที่มีสนาม มีกรรมการ มีกติกาชัดเจน รวมถึงบทบาทของไทยบนเวทีโลก และว่าทำไมความเป็นมากีฬาตะกร้อจึงยังสำคัญกับคนรุ่นใหม่ในวันนี้

ทำไมต้องย้อนมองความเป็นมากีฬาตะกร้อ
ก่อนจะลงดีเทลประวัติ ลองถามเล่น ๆ ว่า “รู้จักตะกร้อดีแค่ไหน?”
- เรารู้แค่เป็นกีฬาลูกหวายที่ต้องใช้เท้าโหด ๆ หรือเปล่า
- เรารู้แค่ว่าไทยเก่งมากได้เหรียญเยอะ
- หรือเราเคยเล่นตอนเรียนพละแล้วบอกตัวเองว่า “ไม่เกิดสายนี้แน่ ๆ”
การกลับไปดูความเป็นมากีฬาตะกร้อช่วยหลายอย่างเลย
- ทำให้เห็นว่ากีฬานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่มีที่มา มีบริบททางสังคม วัฒนธรรม และการเมือง
- ช่วยให้เข้าใจว่าทำไมกติกาบางอย่างถึงเป็นแบบนี้ เช่น ทำไมใช้ลูกหวาย ทำไมเล่นสนามคล้ายแบดมินตัน ทำไมใช้แค่เท้า หัว เข่า ไหล่ ฯลฯ
- ทำให้เคารพ “ราก” ของกีฬา ปลูกความภูมิใจในฐานะคนไทยที่มีส่วนสำคัญต่อการผลักดันตะกร้อระดับโลก
และบางทีเราอาจเจอแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ทั้งเรื่องการฝึกซ้อม วินัย หรือแม้แต่การทำงานเป็นทีมจากเรื่องเล่าของลูกหวายลูกนี้ก็ได้
รากเหง้าโบราณของตะกร้อในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จาก Cuju ของจีนสู่เกมเตะลูกกลมในภูมิภาค
หลายงานวิชาการเชื่อว่าแนวคิด “เตะลูกกลมไม่ให้ตกพื้น” มีมาอย่างยาวนานในเอเชีย โดยโยงไปถึงเกมโบราณของจีนชื่อว่า “Cuju” ซึ่งใช้ลูกหนังและเล่นด้วยการเตะลูกไปมาระหว่างผู้เล่นเพื่อฝึกทหาร ก่อนที่ไอเดียนี้จะกระจายลงมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และถูกดัดแปลงเป็นเกมรูปแบบต่าง ๆ
เมื่อเกมเตะลูกกลมเดินทางลงมาสู่แถบมลายูและอินโดนีเซีย ก็เริ่มมีรูปแบบที่ใช้ “ลูกหวายสาน” แทนหนัง เรียกว่า “Sepak Raga” ซึ่งคำว่า “sepak” ในภาษามลายูแปลว่า “เตะ” นั่นเอง
Sepak Raga, Chinlone และ Takraw – พี่น้องคนละบ้าน
ถ้าเราซูมดูทั้งภูมิภาค จะเห็นว่าแต่ละประเทศมี “ญาติ ๆ” ของตะกร้ออยู่แล้ว
- มาเลเซีย / อินโดนีเซีย – เล่น “Sepak Raga” ใช้ลูกหวายเตะในวงกลม เน้นไม่ให้ลูกตก
- เมียนมา – มีเกมชื่อ “Chinlone” คล้ายตะกร้อแต่เน้นโชว์ลีลาแบบศิลปะการแสดง ผสมการเตะกับท่ารำและศิลปะการต่อสู้โบราณ เล่นเพื่อความงามมากกว่าเพื่อผลแพ้ชนะ
- ไทย – ใช้คำว่า “ตะกร้อ” มานานแล้วโดยหมายถึงลูกหวายสาน (เช่น “ตะกร้อครอบอาหาร”) ก่อนที่คำนี้จะถูกนำมาใช้เรียกลูกบอลของกีฬา
ในเอกสารโบราณของมาเลเซียอย่าง “Sejarah Melayu” หรือพงศาวดารมลายู มีบันทึกการเล่นเกมลูกหวายที่คล้ายตะกร้อตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 15 ในราชสำนักมะละกา แสดงว่ากีฬาตระกูลนี้อยู่กับภูมิภาคมาหลายร้อยปีแล้ว
ตะกร้อในสยาม: จากสนามวัดสู่สนามแข่งขัน
ลูกหวายกลางลานวัดและชุมชน
ในไทย ตะกร้อเริ่มต้นจากการเป็น “ของเล่นชาวบ้าน” มากกว่ากีฬาแข่งขัน เด็ก ๆ วัยรุ่น และผู้ใหญ่จะนัดกันเล่นในลานวัด ลานหมู่บ้าน หรือลานดินหน้าบ้านแบบไม่ต้องมีเน็ต กติกาหลักคือ “เตะโยนโต้กันไปมา ใครทำลูกตกก็คือแพ้”
ผู้เล่นจะยืนล้อมเป็นวงเล็ก ๆ ใช้เท้า หัว เข่า ไหล่ หรือหน้าอก สลับกันเตะลูกหวายขึ้นฟ้า เสียงหัวเราะดังแข่งกับเสียงลูกหวายกระทบเท้า บางที่ก็เล่นแบบโชว์ลีลา เช่น
- เตะข้ามหลัง
- เตะลูกหมุน
- เตะแล้วหมุนตัวครึ่งรอบเพื่อรับลูกต่อ
ภาพเหล่านี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในชนบทและเมืองเล็ก ๆ มานาน
ความเชื่อ เรื่องเล่า และตำนานรอบลูกตะกร้อ
กีฬาตะกร้อไม่ใช่แค่เรื่องความฟิต แต่ยังผูกกับความเชื่อและวิถีชุมชน เช่น
- บางพื้นที่เชื่อว่าการเตะลูกตะกร้อในงานวัดช่วย “เรียกคน” ให้มาร่วมงานมากขึ้น
- บางหมู่บ้านจัดแข่งขันตะกร้อในเทศกาลสำคัญ เช่น งานบุญเดือนสิบ งานสงกรานต์
- ในอดีต การเตะลูกหวายแพรวพราวถือเป็น “เสน่ห์” ของผู้ชายในหมู่บ้าน เรียกว่าเท่กว่าลีลาฟุตบอลในยุคนั้นเสียอีก
ความผูกพันระดับนี้ทำให้เมื่อมีการพัฒนาตะกร้อให้เป็นกีฬาจริงจัง คนไทยจำนวนมากพร้อมจะเดินตามทันที
การสร้างมาตรฐาน “เซปักตะกร้อ” สมัยใหม่
การประชุมปี 1960 ที่กัวลาลัมเปอร์
แม้จะเล่นกันมานาน แต่กีฬาแนวเตะลูกหวายในภูมิภาคเคยสับสนตรงชื่อและกติกา คนมาเลเซียเรียกอย่างหนึ่ง คนไทยเรียกอีกอย่างหนึ่ง เมียนมาอีกแบบหนึ่ง จนกระทั่งปี ค.ศ. 1960 เจ้าหน้าที่จากไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และประเทศเพื่อนบ้านได้ประชุมกันที่กัวลาลัมเปอร์ เพื่อกำหนดชื่อและกติกามาตรฐานร่วมกัน
ผลของการประชุมคือ
- เลือกใช้ชื่อผสม “Sepak” (เตะ ภาษามลายู) + “Takraw” (ตะกร้อ ภาษาไทย) กลายเป็น “Sepak Takraw”
- จัดทำกติกาเป็นลายลักษณ์อักษร เช่น ขนาดสนาม ความสูงของเน็ต จำนวนผู้เล่น ฯลฯ
เรียกได้ว่า นี่คือจุดที่ “ความเป็นมากีฬาตะกร้อ” ก้าวจากการเป็นเกมพื้นบ้านสู่การเป็น “กีฬา” อย่างเป็นทางการ
การเกิด ASTAF และการเข้าสู่ซีเกมส์
หลังจากนั้น ในปี 1965 มีการก่อตั้ง Asian Sepaktakraw Federation (ASTAF) เพื่อดูแลกีฬานี้ในระดับเอเชีย หนึ่งในภารกิจแรกคือการแปลกติกาเป็นภาษาอังกฤษ และผลักดันให้ตะกร้อเข้าไปอยู่ในมหกรรมกีฬาอย่าง SEAP Games (ต่อมาคือ SEA Games)
ในการแข่งขัน SEAP Games ที่กัวลาลัมเปอร์ กีฬานี้ยังใช้ชื่อเดิมบางส่วน แต่ใน SEAP Games ครั้งที่ 4 ปี 1967 “Sepak Takraw” กลายเป็นชื่อที่ใช้กันอย่างเป็นทางการ และถูกจดจำมาจนถึงปัจจุบัน
ไทม์ไลน์พัฒนากีฬาตะกร้อแบบคร่าว ๆ
ตารางด้านล่างคือไทม์ไลน์สั้น ๆ ของเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้ตะกร้อกลายเป็นอย่างที่เราเห็นทุกวันนี้
| ช่วงเวลา / ปี | เหตุการณ์สำคัญที่เกี่ยวกับตะกร้อ |
|---|---|
| ราวศตวรรษที่ 15 | มีบันทึกเกมลูกหวายคล้าย Sepak Raga ในราชสำนักมะละกาตามพงศาวดารมลายู |
| ราว 1940s–1950s | การเล่น Sepak Raga พัฒนาจากการเตะเป็นวงมาสู่การเล่นข้ามเน็ตในมาเลเซียและแถบมลายู |
| 1945 | มีการพัฒนาเกม “Sepak Raga Jaring” (เตะลูกหวายข้ามเน็ต) ที่เกาะปีนัง มาเลเซีย ถือเป็นต้นแบบเซปักตะกร้อสมัยใหม่ |
| 1960 | การประชุมที่กัวลาลัมเปอร์ระหว่างตัวแทนไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และเพื่อนบ้าน เพื่อกำหนดชื่อ “Sepak Takraw” และกติกากลาง |
| 1965 | ก่อตั้ง Asian Sepaktakraw Federation (ASTAF) ดูแลกีฬาตะกร้อในระดับเอเชีย |
| 1967 | SEAP Games ครั้งที่ 4 เริ่มใช้ชื่อ “Sepak Takraw” อย่างเป็นทางการในมหกรรมกีฬา |
| 1988 | ก่อตั้ง International Sepaktakraw Federation (ISTAF) เป็นองค์กรระดับโลก มีสมาชิกเริ่มแรก 5 ประเทศ รวมไทยด้วย |
| 1990 | ตะกร้อถูกบรรจุในเอเชียนเกมส์ที่ปักกิ่งอย่างเป็นทางการ ช่วยให้กีฬานี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น |
จากไทม์ไลน์จะเห็นว่าตะกร้อเดินทางจากสนามชุมชน สู่เวทีระดับภูมิภาค และก้าวขึ้นสู่เวทีระดับเอเชียในเวลาไม่กี่สิบปี
กติกาและรูปแบบการเล่นตะกร้อสมัยใหม่แบบเข้าใจง่าย
แม้บทความนี้จะเน้น “ความเป็นมากีฬาตะกร้อ” แต่ถ้าไม่พูดถึงกติกาปัจจุบันเลยก็คงรู้สึกเหมือนขาดอะไรไปนิด
สนาม ลูก และจำนวนผู้เล่น
สนาม
- ขนาดใกล้เคียงสนามแบดมินตันคู่
- มีเน็ตตรงกลาง สูงประมาณอกผู้ใหญ่
- พื้นส่วนใหญ่มักเป็นไม้ ยาง หรือพื้นยางสังเคราะห์
ลูกตะกร้อ
- เดิมใช้หวายธรรมชาติ แต่ปัจจุบันนิยมใช้พลาสติกสังเคราะห์เพื่อให้มาตรฐานเดียวกันและทนทานกว่า
จำนวนผู้เล่น
- รูปแบบมาตรฐานคือ “เรกู” (Regu) ทีมละ 3 คน
- ตัวเสิร์ฟ (Tekong)
- ตัวกลาง (Feeder)
- ตัวฟาด (Striker)
ระบบคะแนนและประเภทการแข่งขัน
ระบบคะแนน
- เล่นแข่งกันเป็นเซต ทีมที่ถึงแต้มกำหนดก่อน (เช่น 21 แต้ม) และมีผลต่างตามกติกาจะชนะในเซตนั้น
- แข่งแบบ 3 เซต ใครชนะ 2 เซตก่อนเป็นฝ่ายชนะ
ประเภทการแข่งขันยอดนิยม
- เรกู (Regu) – คลาสสิก ทีมละ 3 คน
- ทีมชุด (Team Event) – ใช้หลายเรกูในทีมเดียว แข่งสลับกัน
- คู่ (Doubles) – เหลือทีมละ 2 คน พื้นที่รับผิดชอบเยอะขึ้น เหนื่อยขึ้นแต่ก็สนุกขึ้น
- ฮูปตะกร้อ / ฮูปควง – เน้นการเตะทำคะแนนใส่ห่วง ใช้โชว์ลีลาและความแม่นยำ
ในมุมนักดู การเข้าใจกติกาคร่าว ๆ เหล่านี้ช่วยให้ดูเกมสนุกขึ้นเยอะ เพราะเริ่มอ่านออกว่าแต่ละตำแหน่งกำลังคิดอะไรอยู่
ตะกร้อไทยบนเวทีโลก
ซีเกมส์ เอเชียนเกมส์ และเวิลด์คัพ
ต้องยอมรับตรง ๆ ว่า ถ้านับกีฬาที่ไทย “เทพจริง” ในระดับนานาชาติ ตะกร้อติดท็อปลิสต์แน่นอน
- ไทยครองความสำเร็จในระดับ SEA Games มายาวนานจนหลายชาติยอมรับว่า “เจอไทย = งานยาก”
- ในเอเชียนเกมส์ นับตั้งแต่ตะกร้อถูกบรรจุในปี 1990 ที่ปักกิ่ง ทีมไทยก็เป็นหนึ่งในเต็งแชมป์แทบทุกครั้ง
- การก่อตั้ง ISTAF ในปี 1988 ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ยิ่งทำให้บทบาทของไทยในกีฬานี้ยิ่งชัด ทั้งในมิติการจัดแข่งและการพัฒนากติกา
นอกจากนี้ยังมีทัวร์นาเมนต์อย่าง King’s Cup Sepak Takraw World Championship ที่ไทยเป็นเจ้าภาพอยู่บ่อย ๆ ทำให้ประเทศเราแทบจะเป็น “บ้านหลัก” ของตะกร้อโลกในสายตาหลายคน
ทำไมไทยถึงยังเป็นมหาอำนาจตะกร้อ
สาเหตุมีหลายอย่างผสมกัน ทั้งปัจจัยเชิงวัฒนธรรมและโครงสร้างกีฬา
- พื้นฐานจากชุมชน – คนไทยเล่นตะกร้อกันเยอะตั้งแต่เด็ก ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนมัธยม หรือสนามชุมชน
- ระบบโรงเรียนและเยาวชน – การแข่งระดับนักเรียน/นักศึกษา ทำให้มีการค้นหาและพัฒนานักกีฬาเยาวชนอย่างต่อเนื่อง
- โค้ชและกติกาที่เข้าใจลึก – เราสะสมประสบการณ์จากการเล่นในภูมิภาคมานาน ทำให้รู้จุดแข็ง–จุดอ่อนของแท็กติกต่างชาติ
- สไตล์การเล่นที่ผสมความพลิ้วกับความดุดัน – คนไทยมีจุดเด่นเรื่องความยืดหยุ่น ลีลา และการอ่านเกม ทำให้ตะกร้อของไทยทั้งสวยงามและได้ผล
ตะกร้อกับสังคมไทย วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ใหม่
จากงานวัดสู่คอนเทนต์ TikTok และ YouTube
หากเมื่อก่อนเราต้องเดินไปดูตะกร้อตามงานวัด หรือสนามกีฬาชุมชน ทุกวันนี้แค่หยิบมือถือขึ้นมาก็เจอคลิป “เตะฟาดย้อนศร” หรือ “ลูกหวายหมุนสามชั้น” เต็มฟีดไปหมด
- ช่อง YouTube จำนวนมากทำคอนเทนต์รวมไฮไลต์ท่าฟาดสุดโหด
- TikTok มีคลิปทีมโรงเรียน ทีมมหาลัย หรือทีมชุมชนโชว์ท่ากระโดดฟาดแบบสโลว์โมชั่น
- เพจวิเคราะห์กีฬาเริ่มพูดถึงแท็กติกตะกร้อมากขึ้น เช่น การยืนตำแหน่งรับเสิร์ฟ หรือการอ่านจังหวะตัวฟาดคู่แข่ง
ทั้งหมดนี้ทำให้ความเป็นมากีฬาตะกร้อไม่ได้หยุดอยู่แค่ในหนังสือประวัติศาสตร์ แต่มันยังถูกเล่าใหม่ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลทุกวัน
แฟนกีฬา ยุคสตรีมมิง และโลกของการวิเคราะห์เกม
เมื่อมีการถ่ายทอดสดและสตรีมมิง เราไม่ได้แค่ “ดู” ตะกร้อ แต่ยัง “วิเคราะห์” ไปพร้อมกัน
- แฟนกีฬาเริ่มดูรูปแบบการเสิร์ฟ การยืนโซนรับ การหมุนตัวฟาด
- มีการคุยกันในโซเชียลว่า “ทีมนี้เล่นเกมรุกจัด ทีมนี้เก่งเกมรับ” คล้าย ๆ กับตอนคุยเรื่องฟุตบอลหรือบาสเกตบอล
- แฟนกีฬาจำนวนหนึ่งที่ชอบทั้งตะกร้อและฟุตบอลก็จะใช้เวลาระหว่างพักแข่งเข้าเว็บข้อมูลกีฬา หรือแพลตฟอร์มด้านความบันเทิงกีฬาต่าง ๆ
บางคนใช้ช่วงพักเกมส์เข้าเช็กสถิติหรือโปรแกรมแข่งขันผ่านแพลตฟอร์มแนวสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์อย่าง สมัคร UFABET ที่ให้เข้าถึงข้อมูลและบริการต่าง ๆ บนมือถือได้สะดวก ไม่ว่าจะอยู่ที่สนาม ซ้อม หรือกำลังเดินทาง (แต่ไม่ว่าจะเชียร์หรือเล่นอะไร สิ่งสำคัญคือการคุมงบและรู้ลิมิตของตัวเองเสมอ)
เรียนรู้อะไรได้บ้างจากความเป็นมากีฬาตะกร้อ
ถ้าเรามอง “ความเป็นมากีฬาตะกร้อ” แบบไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์กีฬา เราจะเห็นหลายบทเรียนที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
หนึ่ง – ของพื้นบ้านก็กลายเป็นระดับโลกได้ ถ้าพัฒนาจริงจัง
ตะกร้อเริ่มจากลูกหวายในลานบ้าน แต่พอมีการจัดระบบกติกา สร้างองค์กรระดับภูมิภาคและระดับโลก เช่น ASTAF และ ISTAF ก็สามารถเดินทางไปสู่เอเชียนเกมส์ และฝันไกลถึงโอลิมปิกได้
สอง – การประนีประนอมและทำงานร่วมกันสำคัญมาก
ชื่อ “Sepak Takraw” เองก็เป็นผลจากการเอาคำของสองภาษามารวมกัน นี่คือบทเรียนเรื่องการยอมรับกันครึ่งทาง เพื่อให้สิ่งใหม่เดินหน้าได้
สาม – วินัย การฝึกซ้อม และความกล้าเสี่ยงอย่างมีสติ
ท่าฟาดสวย ๆ เกิดจากการซ้อมซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความกล้าเตะกลางอากาศก็ต้องมาพร้อมความเข้าใจร่างกายและการคุมจังหวะ ไม่ต่างอะไรกับการทำงาน หรือการตัดสินใจในเรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ ที่ต้องกล้าแต่ต้องมีกรอบคิดที่ชัดเจน
สี่ – วัฒนธรรมกับกีฬาเดินด้วยกันได้
ตะกร้อทำให้เราเห็นว่ากีฬาสามารถเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาล งานบุญ งานวัด และเป็นพื้นที่พบปะของคนในชุมชนไปพร้อมกัน
FAQ เกี่ยวกับความเป็นมากีฬาตะกร้อ
ตะกร้อมีต้นกำเนิดจากประเทศไหนแน่ ไทยหรือมาเลเซีย?
คำตอบแบบแฟร์ ๆ คือ ตะกร้อมี “ราก” ร่วมกันทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รูปแบบเกมเตะลูกหวายปรากฏในมาเลเซีย อินโดนีเซีย เมียนมา และไทยมานานแล้ว เพียงแต่การพัฒนาสู่กติกามาตรฐานและชื่อ “Sepak Takraw” เกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายประเทศในปี 1960 ที่กัวลาลัมเปอร์
ทำไมต้องใช้คำว่า “Sepak Takraw” ไม่ใช้แค่ “ตะกร้อ” หรือ “Sepak Raga”?
เพราะต้องการชื่อกลางที่ทุกประเทศรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน “Sepak” มาจากมลายูแปลว่าเตะ ส่วน “Takraw” มาจากภาษาไทยหมายถึงลูกหวายสาน เมื่อเอามารวมกันจึงเป็นชื่อที่สะท้อนทั้งสองวัฒนธรรมในคราวเดียว
ตะกร้อเข้าร่วม SEA Games และเอเชียนเกมส์ตั้งแต่เมื่อไร?
ตะกร้อถูกบรรจุในการแข่งขัน SEAP Games (ต่อมาคือ SEA Games) ที่กัวลาลัมเปอร์ในช่วงทศวรรษ 1960 และได้รับการยอมรับในฐานะ “Sepak Takraw” อย่างชัดเจนใน SEAP Games ครั้งที่ 4 ปี 1967 ส่วนในเอเชียนเกมส์ ตะกร้อถูกบรรจุอย่างเป็นทางการในปี 1990 ที่กรุงปักกิ่ง
ISTAF คืออะไรและสำคัญอย่างไรกับกีฬาตะกร้อ?
ISTAF (International Sepaktakraw Federation) คือสหพันธ์ตะกร้อระดับนานาชาติ ก่อตั้งในปี 1988 มีสมาชิกหลายสิบประเทศทั่วโลก ทำหน้าที่กำหนดกติกาสากล จัดแข่งรายการใหญ่ เช่น Sepak Takraw World Cup และซูเปอร์ซีรีส์ รวมถึงผลักดันให้ตะกร้อเข้าสู่โอลิมปิกในอนาคต
ทำไมไทยถึงเก่งตะกร้อเป็นพิเศษ?
เพราะเรามีทั้งฐานการเล่นระดับชุมชน ระบบเยาวชนที่ต่อเนื่อง และประสบการณ์การเป็นเจ้าภาพทัวร์นาเมนต์ใหญ่ ๆ รวมถึงการมีโค้ชและนักกีฬาที่สั่งสมแท็กติกมานานหลายสิบปี เมื่อรวมกับสรีระ ความยืดหยุ่น และสไตล์การเล่นที่เน้นลีลาและความแม่นยำ ทำให้ไทยเป็น “ขาใหญ่” ในวงการตะกร้อโลก
ตะกร้อเกี่ยวอะไรกับกีฬาอื่นหรือโลกของสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์?
ทุกวันนี้การดูตะกร้อไม่ได้แยกขาดจากการดูฟุตบอล บาสเกตบอล หรือกีฬาอื่น หลายคนตามทั้งไฮไลต์ตะกร้อและบอลยุโรปในคืนเดียวกัน ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ในการดูสถิติ พูดคุยในโซเชียล หรือแม้แต่เข้าใช้บริการด้านความบันเทิงกีฬาแบบครบวงจรบนเว็บต่าง ๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าตะกร้อเป็นส่วนหนึ่งของ “อีโคซิสเทมกีฬา” ยุคดิจิทัล
ถ้าอยากเริ่มเล่นตะกร้อต้องเริ่มยังไงดี?
เริ่มจากพื้นฐานง่าย ๆ เลย
- หาลูกตะกร้อ (แบบพลาสติกน้ำหนักเหมาะมือ)
- ฝึกเตะเดี่ยว ๆ ไม่ให้ลูกตกพื้น เน้นใช้เท้าด้านใน หน้าแข้ง และหัวเข่า
- ชวนเพื่อน 2–3 คนมาเตะวงเล็ก ๆ ก่อน
- ถ้าถูกใจค่อยลองเข้าโรงเรียนสอน หรือชมรมในชุมชน เพื่อเรียนรู้การยืนตำแหน่ง การเสิร์ฟ และการฟาดอย่างถูกเทคนิค
ความเป็นมากีฬาตะกร้อสำคัญกับเด็กรุ่นใหม่จริงเหรอ?
สำคัญในแง่การสร้างรากฐานตัวตนและความภูมิใจ เด็กรุ่นใหม่อาจโตมากับเกมมือถือและโลกออนไลน์ แต่การรู้ว่าประเทศเรามีกีฬาอย่างตะกร้อที่เริ่มจากชุมชนเล็ก ๆ แล้วดันมาถึงเวทีเอเชียและระดับโลกได้ เป็นตัวอย่างที่ดีมากของการพัฒนา “ของบ้านเรา” ให้กลายเป็น “ของโลก”
ให้ความเป็นมากีฬาตะกร้อเป็นแรงบันดาลใจใหม่
เมื่อมองย้อนกลับไปตั้งแต่รากเหง้ายุคโบราณ การเล่นลูกหวายในลานบ้าน การประชุมปี 1960 ที่ผสมคำว่า “Sepak” กับ “Takraw” การก่อตั้ง ASTAF และ ISTAF จนถึงการบรรจุตะกร้อใน SEA Games และเอเชียนเกมส์ เราจะเห็นว่า ความเป็นมากีฬาตะกร้อ ไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่มันคือเรื่องของการร่วมมือกันของหลายประเทศ การประนีประนอมทางวัฒนธรรม และพลังของคนตัวเล็ก ๆ ในชุมชนที่ช่วยกันผลักดันให้กีฬาเติบโต
ในยุคที่กีฬาผูกกับโลกออนไลน์และความบันเทิงรูปแบบใหม่ ใครที่ชอบเชียร์ตะกร้อ ควบคู่ไปกับการตามดูฟุตบอลหรือกีฬาอื่นบนแพลตฟอร์มสปอร์ตเอนเตอร์เทนเมนต์ ก็อาจลองศึกษาทางเลือกบนเว็บแนวนี้ เช่น การใช้งาน ยูฟ่าเบท เพื่อเข้าถึงข้อมูลและบริการด้านกีฬาต่าง ๆ แต่สิ่งสำคัญคืออย่าลืม “คุมเกมของตัวเอง” ทั้งเรื่องเวลาและงบประมาณเสมอ
ท้ายที่สุด ไม่ว่าเราจะเป็นนักกีฬาตัวจริง แฟนกีฬาในจอทีวี หรือนักอ่านที่สนุกกับเรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์ หวังว่าการได้รู้ลึกขึ้นเกี่ยวกับ ความเป็นมากีฬาตะกร้อ จะทำให้เรามองลูกหวายลูกเดิมด้วยสายตาใหม่ เห็นทั้งคุณค่าทางวัฒนธรรม พลังของการทำงานร่วมกัน และแรงบันดาลใจที่จะพา “ของเล็ก ๆ ในวันนี้” ไปไกลกว่าที่คิดในวันหน้า